การกำจัดขยะในช่วงโควิด-19
ในช่วงโควิด-19 พบว่า มีสัดส่วนขยะพลาสติกเพิ่มขึ้นในเกือบทุกเมือง โดยเฉพาะจากการสั่งอาหารรูปแบบเดลิเวอรี่ (Food delivery) ส่งถึงที่บ้านหรือที่ทำงาน ซึ่งมีหลายจังหวัดในประเทศไทย
ขยะพลาสติกจาก Food delivery
การบริการอาหารในรูปแบบเดลิเวอรี่ (Food delivery) เริ่มเติบโตมาแล้วระยะหนึ่ง พร้อมๆ กับการ เติบโตของระบบ Online Shopping ซึ่งมีการขยายตัวชัดเจนมาตั้งแต่ 2-3 ปีที่ผ่านมา ในกรุงเทพและปริมลฑล รวมทั้งเมืองใหญ่ต่างๆ เนื่องจากผู้บริโภคต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น มีความก้าวหน้าด้าน เทคโนโลยี และการเดินทางที่ไม่สะดวก ก่อนหน้านี้ มีการคาดกันว่าจะเติบโตประมาณปีละ 10 -20 % ในภาวการณ์ปกติ แต่ในช่วงโควิด-19 และการประกาศภาวะฉุกเฉินในเดือนมีนาคมและเมษายน 2563 จึงมีการเติบโตมากว่า 100 %
สิ่งที่ตามมา คือ ขยะพลาสติก ที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นจากกิจกรมดังกล่าวด้วย ขยะจากการส่งอาหารประกอบด้วยบรรจุภัณฑ์หีบห่อและอุปกรณ์ ได้ก่อให้เกิดขยะพลาสติกไม่น้อยกว่า 5 ชิ้นต่อการสั่งอาหารแต่ละครั้งได้แก่ ถุงพลาสติก กล่องกระดาษใส่อาหาร กล่องพลาสติกใส่ อาหาร กล่องพลาสติก/ซองพลาสติกแยกชนิดอาหาร ซองเครื่องปรุงรส แก้วพลาสติกใส่เครื่องดื่ม ตะเกียบไม้หรือพลาสติก ช้อนและส้อมพลาสติก พร้อมซองพลาสติกใส่ตะเกียบหรือช้อน กระดาษทิชชู เป็นต้น
การลดและจัดการขยะพลาสติกจาก Food delivery มีทางเลือกดังต่อไปนี้
ด้วยความต้องการความสะดวกสบายของผู้บริโภคส่วนใหญ่ เป็นตัวขับเคลื่อนให้ Food Delivery เติบโต การที่จะให้ผู้บริโภคที่มีขนาดใหญ่เป็นพลังปรับเปลี่ยนให้ Food Delivery ลดขยะ พลาสติกและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมน่าจะเป็นความท้าทาย
การเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคที่มีปัจจัยด้านราคาเป็นเงื่อนไขในการตัดสินใจจึงเป็นเรื่องสำคัญ รวมถึงต้องคิดถึงปัจจัยอื่นๆ ไม่ว่า ทางเลือกในการสั่งสินค้าแบบรับหรือไม่รับพลาสติก ความง่ายในการใช้งานแอฟฟลิเคชั่น เป็นต้น
สำหรับผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ควรจะมีทางเลือกในการสั่งอาหารแบบ Food Delivery ที่สามารถลดขยะพลาสติกและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือปฎิเสธบบรจุภัณฑ์พลาสติกบางประเภท
ทางเลือกที่ผู้ประกอบการร้านอาหาร ผู้ให้บริการ แอฟฟลิเคชั่น และผู้ผลิตสินค้าบรรจุภัณฑ์อาหาร ควรทำเพื่อ ลดปริมาณขยะพลาสติก ได้แก่
งดการใช้และการให้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use plastics) เช่น ช้อนส้อม หลอดกาแฟ เป็นต้น
เลือกใช้บรรจุภัณฑ์แบบย่อยสลายได้ เช่น ผลิตภัณฑ์จากชานอ้อย จากกระดาษ เป็นต้น
เลือกใช้บรรจุภัณฑ์อาหารแบบใช้ซ้ำ โดยจัดให้มีระบบค่ามัดจำบรรจุภัณฑ์ สำหรับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม (niche market)
ออกแบบบรรจุภัณฑ์อาหารให้เหมาะกับอาหารแต่ละประเภท เพื่อลดจำนวนขยะที่เกิดขึ้น เช่น มีช่องแยกชนิดอาหาร
เพิ่มทางเลือกในการสั่งอาหารผ่านแอฟฟลิเคชั่น โดยระบุรับหรือไม่รับช้อนพลาสติกหรืออื่นๆ ที่ไม่ต้องการ
?
การคัดแยกขยะก็ยังนับว่ามีความสำคัญในทุกสถานการณ์ ทั้งก่อนและหลัง COVID-19 เพื่อเพิ่มโอกาสให้ขยะพลาสติกที่เกิดขึ้นได้ถูกรวบรวมและนำไปแปรรูปกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ถือว่าลดการใช้ทรัพยากรอีกทางหนึ่ง ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งภาครัฐต้องสร้างระบบการจัดการเพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ ว่าหากแยกขยะแล้วจะไม่นำกลับไปเทและฝังกลบรวมกันเช่นที่ผ่านมา ได้แก่ การแจกถุงขยะรีไซเคิลตามบ้านและรวบรวมเก็บบางวัน มีจุดทิ้งขยะรีไซเคิลในชุมชน เป็นต้น
ภาครัฐต้องส่งเสริมและกำกับดูแลลดการใช้ Single-use plastics และใช้มาตรการจูงใจเพื่อขยายตลาดสินค้าบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมให้แข่งขันได้กับตลาดสินค้าทั่วไปให้ได้
ขยะจากหน้ากากอนามัย
ขยะอีกประเภทที่เพิ่มขึ้นในช่วงโควิด-19 ก็คือ ขยะติดเชื้อ โดยเฉพาะขยะที่เกิดจากหน้ากากอนามัยใช้แล้ว ทั่วประเทศมีประมาณ 1.5 – 2 ล้านชิ้นต่อวัน โดยเฉพาะในพื้นที่ กรุงเทพฯ ซึ่ง มีปริมาณขยะติดเชื้อเพิ่มขึ้น 1.7 ตันต่อวัน (วันละ 1,700 กิโลกรัม) รวมขยะติดเชื้อที่รวบรวมได้จากสถานพยาบาลต่างๆ และนำไปกำจัดโดยเตาเผาที่มีประสิทธิภาพ ศักยภาพวันละ 50 ตัน ในขณะที่สภาวะปกติมีขยะติดเชื้อ 43 ตันต่อวัน
ที่เป็นปัญหาก็คือการทิ้งขยะติดเชื้อหรือหน้ากากอนามัยรวมไปกับขยะทั่วไป หรือทิ้งในสิ่งแวดล้อม ตามที่พนักงานเก็บขนขยะในพื้นที่ต่างๆ ได้ประสบมา ในส่วนที่ถูกทิ้งไม่ถูกวิธีปะปนอยู่กับประเภทอื่น จะสามารถก่อให้เกิดอันตรายจากการติดเชื้อได้ เนื่องจากหน้ากากอนามัยที่ถูกทิ้งนั้น เป็นขยะติดเชื้อ บางคนอาจติดเชื้อโควิด-19 และอยู่ที่บ้าน หรือติดเชื้อโควิด-19 แต่ยังไม่แสดงอาการ
สิ่งที่ต้องทำ คือ
คัดแยกการทิ้งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วออกจากขยะทั่วไป
นำไปทิ้งในถังขยะสีแดง หรือถังขยะอันตราย หรือถังขยะติดเชื้อ
หรือเก็บรวบรวมใส่ถุงพลาสติก หรือขวดพลาสติกใสที่ใช้แล้ว และเขียนว่า “หน้ากากอนามัยใช้แล้ว หรือขยะติดเชื้อ” ฝากทิ้งกับรถเก็บขยะ
ทั้งนี้ เพื่อให้ง่ายต่อการแยกขยะติดเชื้อ และให้หน่วยงานที่รับผิดชอบนำไปกำจัดด้วยการเผา ด้วยเตาเผาที่มีระบบบำบัดมลพิษในที่ มีอุณหภูมิความร้อนสูงถึง 1,000 องศาเซลเซียส ซึ่งจะสามารถฆ่าเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขยะจากการทำอาหารที่บ้าน
นอกจากจะลดขยะพลาสติกและขยะหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้ว เรายังสามารถลดขยะจากการทำอาหารเองที่บ้านได้ เพราะขยะเปียกและขยะจากเศษอาหาร เป็นสัดส่วนที่มากกว่า 50 % ของขยะทั้งหมด
มีหลายวิธีที่จะช่วยลดขยะจากการทำอาหารที่บ้าน
วางแผนก่อนซื้อ กำหนดรายการอาหารเพื่อจัดซื้ออาหารสดและผักให้พอเหมาะกับที่ต้องการ
เก็บรักษาให้ดี อุณหภูมิเหมาะสม หลีกเลี่ยงบริเวณที่อากาศร้อนและชื้น
ปลูกผักสวนครัวที่ใช้บ่อยหรือโตเร็ว เช่น โหระพา กะเพรา ต้นหอม ผักชี หรือปลูกผักโตเร็วดูแลง่าย เช่น ผักบุ้งจีน (ปลูกแล้วตัก ขึ้นใหม่ ตัดได้หลายรอบ) เพาะถั่วงอกทานเอง ทำได้ง่ายๆ ใช้เวลาเพียง 3 วัน
เลือกรายการอาหารที่สมาชิกในบ้านชอบ และทานด้วยกันได้ เพื่อลดประเภทหรือชนิดของอาหาร และขยะอาหารที่จะเกิดขึ้น และควรบริโภคให้หมด
หากอาหารเหลือ ควรรีบเก็บในตู้เย็นและพยายามทานให้หมดในมื้อต่อไป
แยกขยะอาหารก่อนทิ้ง หากที่บ้านมีพื้นที่สามารถหมักเป็นสารบำรุงดินหรือน้ำหมักชีวภาพได้
ขยะเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์เรา ทางออกสำคัญที่สุดก็คือพวกเราทุกคน สำรวจตนเองว่าเราทำให้เกิดขยะที่ไม่จำเป็นอะไรบ้าง ตั้งเป้าหมายลด ทุกๆ คนร่วมกันก็จะเกิดผลต่อประเทศอย่างใหญ่หลวง